เมื่อเรามีรายได้และนำเงินรายได้ไปใช้จ่ายซื้อสิ่งที่จำเป็น สิ่งใดที่มีราคาสูงก็ไม่จำเป็นต้องซื้อทันทีแต่ให้ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะเก็บหอมรอบริบไว้จนมากพอแล้วจึงซื้อ ดังนั้นเราจึงควรวางแผนการ ใช้จ่ายไว้ล่วงหน้าว่าเราต้องซื้ออะไร เท่าไหร่ เมื่อใด
เราคงเคยได้ยินข่าวชาวนาขายที่นาได้เงินเป็นแสนเป็นล้าน แต่เมื่อเวลาผ่านไปไม่กี่ปี เขากลับไม่เหลือเงินเลย ต้องไปเช่าที่นาของคนอื่นทำกิน เรื่องดังกล่าวเป็นตัวอย่างของบุคคลที่ไม่มีการวางแผนการ
ใช้เงิน ดังนั้นก่อนที่เราจะใช้จ่ายเงินเราควรจัดสรรเงินที่มีอยู่ให้ตรงกับความต้องการด้วยการวางแผนไว้ วิธีการวางแผนที่สำคัวิธีการหนึ่งคือ การบันทึกรายรับ-รายจ่าย
“หากอยากมีชีวิตที่มั่งคั่งสมบูรณ์ ต้องลงมือบันทึกรายรับ-รายจ่ายตั้งแต่บัดนี้”
ข้อควรคำนึงในการใช้จ่ายเงินและจดบันทึกรายรับ รายจ่าย
1. กำหนดความคาดหวังและเป้าหมายว่าจดบันทึกเพื่ออะไร
2. วางแผนรับ-จ่ายก่อนใช้เงิน
3. ก่อนซื้อสิ่งใดต้องพิจารณาให้ดีก่อนว่าสิ่งนั้นจำเป็นหรือไม่
4. จดบันทึกทุกครั้ง ทุกวัน ทุกบาท ทุกสตางค์ที่มีการรับและจ่ายเงิน
5. หมั่นตรวจสอบบัชีว่ามีรายการใดที่ใช้เงินไม่เหมาะสม หากมีต้องแก้ไขทันที
6. เก็บใบเสร็จหรือหลักฐานการรับเงิน-จ่ายเงินไว้เพื่อตรวจสอบกับบัชีที่จด
“การจดบันทึกรายรับ-รายจ่าย” หรือการจดบัชี จะช่วยให้เราทราบว่าเรามีรายรับมากน้อยแค่ไหน เราสามารถลดค่าใช้จ่ายรายการใดออกไปได้บ้าง “การจดบัชี” ทำให้เราสร้างสมดุลระหว่างรายได้และรายจ่ายที่เหมาะสมแก่ฐานะการเงินของเราได้เป็นอย่างดี
การจดบัชีครัวเรือน เป็นการจัดทำบัชีรายรับ รายจ่ายของครอบครัว เราสามารถ จัดทำบัชีแบบที่ง่าย ผู้ที่ไม่เคยมีความรู้เรื่อง การบัชีมาก่อนก็ทำเองได้โดยการแยกรายการออกเป็น รายรับและรายจ่าย รายรับ ได้แก่ เงินเดือน ค่าจ้าง ผลตอบแทนที่ได้จากการทำงาน เงินที่ได้จากการขาย ผลผลิตการเกษตร หรือทรัพย์สิน เป็นต้น รายจ่ายได้แก่ ค่าใช้จ่ายเพื่อซื้อสินค้าสำหรับในการอุปโภค บริโภค ค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ ค่าซ่อมแซม ค่าอุปกรณ์เครื่องใช้ เครื่องไม้ เครื่องมือ ค่ารถ ค่าอาหาร ค่าเช่า เป็นต้น
การบันทึกรายรับ-รายจ่าย หรือการจดบัชีทั้งของตนเองและครอบครัวมีความสำคัต่อชีวิตของคนไทยเป็นอย่างยิ่ง ดังพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่คณะบุคคล ต่างๆ ที่เข้าเฝ้าถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2540 ณ ศาลาดุสิดาลัย พระราชวังดุสิต ความว่า “...เมื่อ 40 กว่าปี มีผู้หนึ่งเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อยมาขอเงิน ที่จริงได้เคยให้เงินเขาเล็กๆ น้อยๆ แต่เขาบอกว่าไม่พอเขาก็มาขอยืมเงิน ขอกู้เงินก็บอก..เอ้า ให้..แต่ขอให้เขาทำบัชีรายรับ-รายจ่าย รายรับก็คือ เงินเดือนของเขาและรายรับที่อุดหนุนเขา ส่วนรายจ่ายก็เป็นของที่ใช้ในครอบครัว...ทีหลัง เขาทำ...ต่อมา เขาทำบัชีมาไม่ขาดทุน แล้วเขาสามารถที่จะมีเงินพอใช้ เพราะว่าบอกให้เขาทราบว่ามีเงินเดือนเท่าไหร่จะต้องใช้ภายในเงินเดือนของเขา...”
บุคคลตัวอย่าง การสร้างชีวิตใหม่อย่างพอเพียงด้วยบัญชีครัวเรือน
นายเจน ชูใจ ราษฎร หมู่ 4 ตำบลพนมทวน จังหวัดกาจนบุรี ผู้ประสบความสำเร็จจากการทำบัชีครัวเรือน กล่าวว่า “จบเพียงประถมศึกษาปีที่ 4 พ่อแม่ยากจน มีอาชีพทำนาเป็นหลัก ต่อมาได้รับมรดกเป็นที่นา 10 ไร่ จึงทำนาเรื่อยมา แต่ก็สามารถส่งลูกเรียนสูง ๆ ได้ เนื่องจากสร้างวินัยในการใช้จ่ายเงินอย่างมีระบบ มีพ่อแม่เป็นแบบอย่างที่ดีในเรื่องความมีระเบียบในการใช้เงินทองแต่ละบาทแต่ละสตางค์ โดยในสมัยพ่อใช้ถ่านหุงข้าว เขียนค่าใช้จ่ายในแต่ละวันที่ข้างฝาข้างบ้าน จึงจดจำมาปฏิบัติ เริ่มจากจดบันทึกชั่วโมงการทำงานว่าภายใน 1 เดือน มีความขยันหรือขี้เกียจมากน้อยแค่ไหน ภายหลังมาทำบัชีการใช้จ่ายในครัวเรือนในช่วงทำไร่นาสวนผสม เมื่อปี 2528”
กว่า 20 ปีที่ทำบัชีครัวเรือนมาทำให้ทุกวันนี้มีชีวิตในครอบครัวอยู่อย่างมีความสุข ปัจจุบันมีที่นารวมกว่า 50 ไร่ โดยการซื้อสะสมมา มีเงินฝากธนาคาร โดยมีคติว่า จากน้ำที่ตักมาจนเต็มโอ่ง เวลาน้ำพร่องต้องเติมให้เต็ม ถ้าปล่อยให้น้ำแห้งขอด ชีวิตก็จะเหนื่อยจะทำให้ชีวิตบั้นปลายลำบาก” นายเจนกล่าว
นั่นคือประโยชน์ที่เห็นได้ชัดจากการทำบัชีครัวเรือนที่ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ความเป็นอยู่ของครอบครัวดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังสร้างสังคมให้เป็นปึกแผ่น ส่งผลไปถึงเศรษฐกิจอันมั่นคงของประเทศในอนาคตข้างหน้าอีกด้วย (จตุพร สุขอินทร์และปัญญา มังกโรทัย,๒๕๕๒:๓๐)


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น